Saturday, November 3, 2012

เรียนวิทย์ฯ อย่างไรให้สนุก


เรียนวิทย์ฯ อย่างไรให้สนุก

รศ.โช  สาลีฉันท์  จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมเป็นวิทยากร เสวนา คุยกัน…ฉันวิทย์ “เรียนวิทย์ฯ อย่างไรให้สนุก” พร้อมแนะวิธีประดิษฐ์วัสดุอุปกรณ์การสอนวิทยาศาสตร์จากทรัพยากรพื้น บ้านอย่างง่าย  เพื่อหาวิธีส่งเสริมให้นักเรียนรักการเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น  ในงานถนนสายวิทยาศาสตร์  ณ บริเวณห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

        กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ตระหนักในการส่งเสริมการเรียนร้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชน  จึงได้เชิญนักเทคโนโลยีทางการศึกษา  จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมเป็นวิทยากร เสวนาคุยกัน…ฉันวิทย์  “เรียนวิทย์ฯ อย่างไรให้สนุก”


   การศึกษายุคปัจจุบันของไทยกำลังมีความสนใจที่จะผลักดันให้มีความก้าวหน้าทาง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ จึงมีความพยายามหาแนวทางพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีระดับสูงขึ้น ทันกับยุคปัจจุบัน ความคิดดังกล่าวนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้จะต้องประกอบด้วย การมีครู-อาจารย์ที่มีความรู้ดี สอนดี มีอุปกรณ์และเครื่องมือทดลองเพียงพอ โดยมีความพร้อมที่จะใช้ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งจะยังผลให้นักเรียนได้ทำกิจกรรม ปฏิบัติการทดลอง มีความสนุก เพลิดเพลินในการเรียน ทำให้เข้าใจ กฎ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง จะเป็นส่วนเสริมให้นักเรียนมีความรัก สนใจและมีความสนุกสนานต่อการเรียนวิทยาศาสตร์และไม่เกิดความเบื่อหน่ายนับ ว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนเล็งเห็นความสำคัญและคุณค่าของวิชา วิทยาศาสตร์ อาจจะสามารถช่วยจูงใจให้นักเรียนอยากเรียนวิทยาศาสตร์และรักการศึกษาค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ฉะนั้นในโรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีครู อาจารย์เป็นแกนนำและมีความรู้พื้นฐานด้านการประดิษฐ์และสร้างอุปกรณ์การสอน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดผลดีดังกล่าวในโรงเรียน

   เสวนาครั้งนี้  ครูอาจารย์และผู้ร่วมเสวนาจะได้ทราบหลักการด้านการออกแบบและเทคโนโลยีพื้น ฐานด้านการประดิษฐ์  สร้างอุปกรณ์การสอนและเครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์  ได้แนวความคิดการรู้จักนำวัสดุในท้องถิ่นและวัสดุเหลือใช้ ไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียน การสอน  ช่วยกันหาแนวทางสร้างประกายความคิดให้นักเรียนเกิดความสนใจและรักที่จะเรียน วิทยาศาสตร์มากขึ้น  ได้แนวความคิดสำหรับนำไปแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนสื่อการเรียนการสอน เห็นคุณค่าของวัสดุที่มีอยู่รอบตัวภายในท้องถิ่น ตลอดจนเป็นแนวทางการประหยัดเงินงบประมาณในการซื้อและซ่อมอุปกรณ์การสอนและ เครื่องมือ ทดลองวิทยาศาสตร์ และแลกเปลี่ยนปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างผู้ร่วมเสวนา

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จาก ของเล่น เครื่องเล่น และสิ่งของในชีวิตประจำวัน


ผมได้รับมอบหมายให้ทำการอบรมครูผู้สอนวิทยาศาสตร์จาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้หัวข้อ“การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากของเล่น เครื่องเล่น และสิ่งของในชีวิตประจำวัน” ผมเห็นว่าน่าจะใช้กระทู้ในวิชาการ.คอมเป็นเวทีที่จะนำเสนอให้ครูวิทยาศาสตร์ ทั่วไปได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างแนวร่วมในกาiพัฒนาครูวิทยา ศาสตร์ทั่วไป ขอเชิญเพื่อนสมาชิกได้เข้ามาช่วยกันเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เป็น ประโยชน์ร่วมกันครับ

การ ที่จะสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จ ผู้เรียนมีความรักที่จะเรียนและสนุกกับวิชาวิทยาศาสตร์ จะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่างที่สำคัญที่พอจะสรุปจากประสบการณ์การสอน วิทยาศาสตร์มาหลายปีในประเทศต่างๆคือ
1.การสังเกต: ครูผู้สอนจะต้องพยายามพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆทั้งทางกายภาพและชีวภาพที่เกิดขึ้น เช่นลม ฟ้า อากาศ สีของท้องฟ้า ต้นไม้ใบหญ้า เป็นต้น แล้วตั้งคำถามต่างๆที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม เป็นต้น จากนั้นก็พยายามให้ผู้เรียนหาเหตุผลหรือคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านั้น โดยทำการทดลองสาธิต หรือ กิจกรรมต่างๆเพื่อหาคำตอบหรือคำอธิบายนั้นๆ

2. การกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น: การ สอนที่จะทำให้นักเรียนสนใจและรักที่จะเรียนวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งก็คือ จะต้องทำให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น เพราะมันคือแรงขับดันให้เกิดความอยากเรียก อยากรู้ อยากหาคำตอบ การ กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นอาจทำได้ โดยการนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการทดลองที่น่าสนใจ โดยที่ผลการทดลองทำให้ผู้เรียนคาดไม่ถึง หรือแปลกใจ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสงสัย และอยาก “สืบเสาะ” หาเหตุผลหรือคำอธิบาย

การทดลองบางอย่างไม่จำเป็นต้อง เอามาจากบทเรียนโดยตรง เราอาจเอามาจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว หรือแม้แต่เอามาจากโฆษณาทางโทรทัศน์ เช่น ถามว่าผ้าอ้อมเด็กสมัยใหม่ที่โฆษณาทางโทรทัศน์ ที่จะเด็กทารกจะแห้งสบายตลอดวันนั้น มันดูดน้ำได้จริงหรือ ซึ่งอาจทำการทดลองให้เห็นจริง แล้วนำไปสอนเรื่องเกี่ยวกับพอลิเมอร์ได้

การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบ CCA





การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นการพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียนในด้านความรู้วิทยาศาสตร์ ความสามารถด้านการคิดและแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเจตคติทางวิทยาศาสตร์ และการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่จากการวิจัยการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาของกรมวิชาการในปี 2541 พบว่า ครูส่วนใหญ่สอนวิทยาศาสตร์โดยการบรรยาย ให้นักเรียนท่องจำ ขาดสื่อการสอนที่น่าสนใจ อีกทั้งนักเรียนไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

 แม่ไม้ครูไทย ฉบับนี้ ขอนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบ CCA ที่ได้จาก “โครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบและชุดปฏิบัติการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา”
โดยสถาบันราชภัฏนครปฐมร่วมกับบริษัท เทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการวิจัย คณะวิจัยประกอบด้วย ผศ.นิทัศน์ ฝักเจริญผล ผศ.วิชัย ราษฎร์ศิริ ผศ.โยธิน ศรีโสภา ผศ.จีรารัตน์ ชิรเวทย์ และคณะครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา 12 คน พร้อมทั้งนำรูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าวไปทดลองสอนนักเรียนชั้นประถม 5 ในโรงเรียนที่ตั้งอยู่เขตกรุงเทพมหานครและนครปฐม รวม 12 แห่ง

รูปแบบการเรียนการสอนแบบ CCA เป็นการเรียนรู้หน่วยเรียนใหญ่ โดยให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้จากหน่วยเรียนย่อยมาสรุปเป็นหน่วยเรียนใหญ่อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความรู้เอง เพื่อค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่


  1. การสร้างองค์ความรู้ (Constructing knowledge)
การเรียนการสอนแต่ละเนื้อหาย่อยๆ โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กคิด ปฏิบัติ และสืบค้นความรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ความคิดรวบยอดย่อยๆ จนครบเนื้อหาในหน่วยเรียนใหญ่


  • การสรุปความรู้ (Conclusion)
  • นำข้อสรุปที่เป็นความคิดรวบยอดย่อยๆ มาสรุปเป็นความคิดรวบยอดของหน่วยเรียนใหญ่ และนำเสนอในรูปแบบต่างๆ


  • การประยุกต์ใช้ (Application)
  • นำความคิดรวบยอดมาประยุกต์ใช้ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สิ่งแวดล้อม และชุมชน ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องที่สนใจ เช่น สร้างสิ่งประดิษฐ์ ทำโครงการทดลอง โครงการแก้ปัญหา และศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในที่นี้จะยกตัวอย่างการเรียนการสอนเรื่อง "ใบพืชมีสีอะไรบ้าง" การเรียนการสอนเริ่มจากให้ความรู้พื้นฐานเรื่องการสกัดสี และการแยกสี โดยครูนำดอกอัญชันมาให้นักเรียนดู พร้อมตั้งคำถามว่าจะสกัดสีออกมาจากดอกไม้ได้อย่างไร เด็กๆ ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า ให้บด ขยี้ และบีบให้สีออก

    คราวนี้ครูนำกระดาษสีซึ่งไม่สามารถสกัดสีได้ด้วยการบีบมาให้นักเรียนคิดหาวิธีสกัดสี ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ให้แต่ละกลุ่มศึกษาวิธีการสกัดสีในเอกสารประกอบการเรียน เสร็จแล้วให้แต่ละกลุ่มปฏิบัติการทดลองสกัดสีด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ โดยนำกระดาษสี ใบชา และดอกไม้ เช่น กุหลาบสีแดง บานบุรี และอัญชัน ใส่ในหลอดทดลองและน้ำ นำไปต้มในน้ำและแอลกอฮอล์ให้เดือด บันทึกผลการทดลอง โดยเปรียบเทียบความสามารถการสกัดสีของน้ำกับแอลกอฮอล์

    ผลการทดลองนักเรียนเกือบทุกกลุ่มรายงานตรงกันว่า ใบชาถ้าสกัดด้วยน้ำจะมีสีเขียวเข้มกว่าสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ขณะที่ดอกกุหลาบสีแดงใช้น้ำและแอลกอฮอล์สกัดสีได้สีแดงเหมือนกัน แต่สกัดในแอลกอฮอล์ได้สีเข้มกว่า ส่วนกระดาษสีแค่แช่น้ำก็สกัดสีออกมาได้ และเมื่อนำไปต้มให้เดือดจะได้สีเข้มขึ้น พร้อมสรุปในตอนท้ายว่าแอลกอฮอล์สามารถสกัดสีได้ดีกว่าน้ำ ยกเว้นการสกัดสีของใบชาน้ำจะสกัดได้ดีกว่า

    หลังการทดลองครูให้แต่ละกลุ่มสรุปความหมายของการสกัดสี และวิธีการสกัดโดยใช้น้ำและใช้แอลกอฮอล์ จากนั้นเพื่อฝึกให้นักเรียนนำความรู้เรื่องการสกัดสีไปประยุกต์ใช้ โดยให้ทุกกลุ่มคิดวิธีสกัดสีจากหัวขมิ้น และดอกกุหลาบ พร้อมการนำสีที่สกัดได้ไปใช้ประโยชน์

    นักเรียนบางกลุ่มคิดวิธีสกัดสีขมิ้นโดยการตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำ นำไปย้อมผ้า ขณะที่บางกลุ่มคิดสกัดสีชมพูจากดอกกุหลาบ ด้วยการให้บดกลีบกุหลาบจนละเอียด ผสมน้ำร้อนในปริมาณเล็กน้อย คั้นเอาเฉพาะน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง นำไปผสมแป้งทำขนมชั้น หรือนำไปผสมในน้ำหอม

    เมื่อเห็นว่าเด็กๆ เกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถสกัดสีอย่างง่ายได้แล้ว ครูจึงให้ศึกษาวิธีการแยกสีเป็นลำดับต่อมา โดยจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกับการเรียนรู้เรื่องการสกัดสี คือให้นักเรียนศึกษาวิธีการแยกสีโดยให้ซึมผ่านชอล์กและให้ซึมผ่านกระดาษที่ของเหลวซึมผ่าน แล้วปฏิบัติการทดลอง

    การทดลองแยกสีโดยใช้ชอล์ก แต่ละกลุ่มนำชอล์ก 2 แท่งจุ่มสีที่ต้องการแยกประมาณครึ่งนาที นำไปวางในน้ำและแอลกอฮอล์ ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วสังเกตผลการทดลอง ส่วนการทดลองโดยใช้กระดาษที่ของเหลวซึมผ่าน จะตัดกระดาษกรองสีขาวเป็นแถบขนาด 1 × 6 ซม. ทำจุดด้วยสีที่ต้องการแยกให้ห่างจากปลายด้านหนึ่งของกระดาษประมาณ 1 ซม. นำไปจุ่มในน้ำและแอลกอฮอล์ โดยให้จุดสีอยู่เหนือระดับผิวของเหลว

    การทดลองนี้ครูให้นักเรียนทดลองทั้งสีที่ละลายในน้ำ สีที่ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายในแอลกอฮอล์ และสีที่ไม่ละลายทั้งในน้ำและแอลกอฮอล์ ผลการทดลองปรากฏว่า สีที่ละลายในน้ำ เช่น สีเขียว ประกอบด้วยสีเหลือง เขียว และฟ้า สีส้มประกอบด้วยสีแดงและสีเหลือง แต่ถ้าเป็นแม่สีอย่างสีแดง น้ำเงิน และเหลืองจะยังคงเป็นสีเดิม แต่มีความสีอ่อนแก่ ส่วนสีประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะแม่สีหรือสีผสมไม่สามารถแยกสีได้ด้วยน้ำและแอลกอฮอล์

    เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องการแยกสี ครูจึงให้แต่ละกลุ่มคิดหาวิธีการทดลองว่าสีแดงของดอกกุหลาบและสีแดงของดอกเข็มมีองค์ประกอบเหมือนกันหรือไม่ และสีของเปลือกมะเขือเทศประกอบด้วยสีอะไรบ้าง

    นักเรียนบางกลุ่มค้นหาคำตอบด้วยการทดลองแยกสีดอกกุหลาบ ดอกเข็ม และเปลือกมะเขือเทศ บางกลุ่มใช้ชอล์ก บางกลุ่มใช้กระดาษกรองให้สีซึมผ่าน แต่ส่วนใหญ่จะใช้กระดาษกรอง เพราะจากประสบการณ์แยกสีทั้งสองรูปแบบในครั้งแรกพบว่า กระดาษกรองสามารถแยกสีได้ดีกว่าชอล์ก จากการทดลองเด็กๆ ได้คำตอบว่า ดอกกุหลาบสีแดงและดอกเข็มมีสีแดงเหมือนกัน แต่มีความอ่อนแก่ของสีต่างกัน ส่วนเปลือกมะเขือเทศมีสีแดงและสีเหลือง

    เมื่อนักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องการสกัดและแยกสีอย่างง่ายแล้ว ครูให้นำความรู้พื้นฐานดังกล่าวมาใช้ในการหาคำตอบว่าใบพืชมีสีอะไรบ้าง โดยให้แต่ละกลุ่มออกไปสำรวจใบไม้ที่มีสีเขียวและไม่มีสีเขียวเลยในบริเวณโรงเรียน แล้วหาวิธีทดลองเพื่อหาคำตอบว่า สีใบพืชที่เห็นนั้น จริงๆ แล้วมีสีอะไร และสีที่มองเห็นนั้นประกอบด้วยสีอะไรบ้าง โดยเขียนเป็นรายงานการทดลอง ประกอบด้วยหัวข้อที่จะศึกษา วิธีการศึกษา อุปกรณ์/สารเคมี ขั้นตอนการทดลอง ผลการทดลอง รวมทั้งปัญหา ข้อสงสัย และสิ่งที่ต้องการรู้เพิ่มเติม

    นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติการทดลองสกัดสีของใบไม้ แต่ละกลุ่มใช้ใบไม้ที่มีสีต่างกัน หรือใบไม้สีเดียวกันแต่ต่างชนิด เช่น ใบเฟื่องฟ้า ใบแก้ว ใบกุหลาบ ใบโกสน ที่มีสีแดง เหลือง และม่วง และใบหัวใจสีม่วงที่มีสีม่วงล้วน โดยใช้วิธีการสกัดสีแตกต่างกัน อย่างเช่นบางกลุ่มใช้กรรไกรตัดใบโกสนเฉพาะสีเหลืองที่ต้องการสกัดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปสกัดด้วยแอลกอฮอล์ บางกลุ่มใช้วิธีโขลกแล้วขยี้ให้สีออก ขณะที่บางกลุ่มสกัดด้วยน้ำ และสีของใบไม้ที่สกัดได้ตรงกับสีจริงที่มองเห็น

    หลังจากนั้น แต่ละกลุ่มนำสีของใบไม้ต่างๆ ที่สกัดได้มาแยกสีโดยใช้ชอล์กและกระดาษกรองตามวิธีการที่ศึกษามาข้างต้น เสร็จแล้วแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารายงานผลการทดลอง

    ตัวแทนกลุ่มที่ทดลองสกัดสีและแยกสีใบโกสนเฉพาะส่วนสีเหลือง รายงานว่าก่อนสกัดสีใบโกสนมีสีเหลือง สกัดสีแล้วได้สีเหลืองเหมือนเดิม และการทดลองแยกสีโดยใช้กระดาษที่ของเหลวซึมผ่านได้ ปรากฏว่าใบโกสนสีเหลืองประกอบด้วยสีเหลือง และสีเขียว ขณะที่กลุ่มทดลองใช้ใบหัวใจสีม่วง รายงานผลการทดลองว่า ใบหัวใจสีม่วงที่มองเห็นเป็นสีม่วงเข้ม เมื่อนำมาสกัดสีแล้วได้สีเดิม แต่เมื่อนำมาแยกสีจะได้สีเขียว เหลือง และชมพูอ่อน

    หลังการทดลองครูสรุปว่า การที่ใบพืชมีสีต่างๆ เป็นเพราะมีสารสีแตกต่างกัน ใบพืชส่วนใหญ่มีสีเขียว เพราะมีสารสีเขียวอยู่ ส่วนใบพืชที่มีสีอื่นๆ เมื่อแยกสีแล้วพบว่ามีสีเขียวปนอยู่ด้วย สารสีเขียวนี้เรียกว่า "คลอโรฟิลล์" มีประโยชน์และสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืช

    การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยปูความรู้พื้นฐานในเนื้อหาที่จะเรียนรู้และวิธีการทดลองให้กับนักเรียน อีกทั้งสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบด้วยเหตุผล ก่อนจะปฏิบัติการทดลองง่ายๆ เพื่อค้นหาคำตอบและความรู้ใหม่ด้วยตนเอง จะช่วยพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ฝึกการคิดและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

    สสวท.แนะปลูกฝังวิญญาณ"นักวิทย์ฯ"ให้เด็ก ชี้ครูสอน"คณิต"ขาดแคลน

    สสวท.ชี้ปัญหาเด็กอ่อนวิทย์-คณิต แจ้งศธ.มาตลอด "จุรินทร์" ตั้งคกก.แก้กำหนด 7 ยุทธศาสตร์ เน้นส่งเสริม 3 วิชาหลัก สอนเด็กอ่านจับประเด็นปลูปฝังวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ เผยผลวิจัยครูสอนเลขน้อยมาก



    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม น.ส.นารี วงศ์สิโรจน์กุล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ให้สัมภาษณ์กรณีปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ว่า ทาง สสวท.ทำวิจัยเรื่องนี้มานานแล้ว โดยแจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับทราบมาตลอด แต่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาระดับหนึ่งเท่านั้น โดยล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ตั้งคณะทำงานเพื่อสรุปปัญหาและหาแนวทางยกระดับคุณภาพการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งภาษาไทย โดยมีนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เป็นประธาน ซึ่งคณะทำงานกำหนดแนวทางไว้ 7 ยุทธศาสตร์ หลักสำคัญเน้นการเข้าไปส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา เนื่องจาก สสวท.พบว่า สาเหตุหลักที่เด็กเรียนอ่อนใน 3 วิชานี้ เป็นเพราะเด็กอ่านหนังสือแล้วจับประเด็นไม่ได้

    "คณะทำงานตกลงแนวทางกันไว้ว่า แต่ละหน่วยงานจะต้องร่วมมือกันโดยต้องไปดูว่าขณะนี้ใครทำโครงการส่งเสริมการ เรียนการสอนภาษาไทย วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์อยู่บ้าง เพื่อระดมความคิดเห็นกันและช่วยเหลือเติมเต็มให้มีความเข้มข้นมากขึ้น" รักษาการ ผอ.สสวท.กล่าวและว่า วิชาภาษาไทยต้องสอนให้เด็กอ่านและจับประเด็นเป็น ส่วนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ครูต้องสอนให้เด็กมีวิญญาณของนักวิทยาศาสตร์ เช่น ให้รู้จักสังเกต ตั้งคำถาม มีการบันทึกเก็บข้อมูล เมื่อเด็กมีความรู้ที่ดีใน 3 วิชานี้แล้ว คุณภาพการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ ก็จะตามมา เพราะ 3 วิชานี้เป็นพื้นฐานสำคัญ ทั้งหมดนี้จะต้องรอผลการประชุมแผนยุทธศาสตร์ที่มีนายจุรินทร์เป็นประธานใน วันที่ 27 มีนาคม

    น.ส.นารีกล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เป็นอีกปัญหาสำคัญที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะจากข้อมูลสภาพการขาดแคลนครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในปีการศึกษา 2551 ที่ผ่านมา พบว่ามีปัญหาขาดแคลนถึงขั้นวิกฤตมาก โดยสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ขาดแคลนถึง 9,901 คน วิชาคณิตศาสตร์ 11,044 คน รวมแล้วกว่า 2 หมื่นคน ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญจากโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่ รีไทร์ ของรัฐบาล มีครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เออร์รี รีไทร์ ออกไปแต่ไม่มีคนมาทดแทน

    "จากการทำวิจัยร่วมกับนานาชาติของ สสวท.ในเรื่องหลักสูตรการผลิตครูคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า ประเทศไทยผลิตครูคณิตศาสตร์น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 60 ล้านคน โดยในปี 2552 นี้ จะมีบัณฑิตสาขานี้จบออกมาเพียง 1 พันกว่าคนเท่านั้น ขณะที่สิงคโปร์ มีการผลิตครูคณิตศาสตร์ออกมามากกว่าประเทศไทยในทุกปี"

    วันเดียวกัน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวบรรยายตอนหนึ่งในการประชุมเพื่อเตรียมการบรรจุนักศึกษาทุนโครงการผลิต ครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) รุ่นปีการศึกษา 2547 ว่า นักศึกษาครูรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูจำนวนกว่า 2,000 คน ในจำนวนนี้บรรจุเป็นครูสอนภาษาไทย 200 คน ภาษาต่างประเทศ 400-600 คน วิทยาศาสตร์ 400 คน และคณิตศาสตร์ 400 คน

    "ขอฝากให้ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยใน 4 วิชาดังกล่าวให้สูงขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤต โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยถ้าไม่สามารถสอนให้เด็กคิด อ่าน เขียน และวิเคราะห์ได้แล้วก็จะเจ๊งตั้งแต่ต้น เพราะเด็กจะไม่สามารถตีโจทย์วิชาอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์" นายชัยวุฒิกล่าว

    นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ว่า ในวันที่ 27 มีนาคม ตนจะเสนอแผนยุทธศาสตร์ 7 ข้อต่อที่ประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของ ศธ.เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ตนจะเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องเข้ามาช่วยกันขับ เคลื่อนยกระดับคุณภาพ โดยจะเสนอ 2 ทางเลือกว่าจะให้ขับเคลื่อนระดับชาติหรือระดับกระทรวง ซึ่งจะต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่ระดับประถมศึกษา พร้อมกันนั้นจะตั้งเป้าหมายด้วยว่าเมื่อดำเนินการตามแผนแล้วในเวลา 1 ปี 3 ปี เด็กจะต้องมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

    สร้างสื่อนวัตกรรมบนข้อจำกัด

     การจินตนาการก่อนการสอน จะทำให้เกิดการพัฒนาสื่อประกอบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของครู เสมือนเป็นหน้าที่หลัก เนื่องจากต้องพัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซม แต่งเติม เพื่อให้สื่อมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งได้เน้นความสำคัญของสื่อในท้องถิ่นและสื่อประเภทเทคโนโลยีสารสนเทศ
       สื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีหลากหลาย หากสื่อมีคุณภาพก็จะช่วยส่งเสริม หรือไม่ก็กระตุ้นการเรียนรู้ให้มีคุณภาพได้ ดังที่ สสวท.กำหนดคู่มือสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (สสวท.๒๕๕๐ : บทนำ)
       ๑.อุปกรณ์การทดลอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เช่น กล้องจุลทรรศน์ เครื่องชั่ง มัลติมิเตอร์ เครื่องแก้ว เครื่องหรืออุปกรณ์ให้ความร้อน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ฉพาะใช้ประกอบการปฏิบัติการ
       ๒.สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือเรียน หนังสืออ่านประกอบ แผ่นภาพ  แผ่นภาพโปสเตอร์ วารสาร จุลสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราววิทยาศาสตร์เป็นต้น
       ๓.สื่อโสตทัศนูปกรณ์ ได้แก่ แผ่นภาพโปร่งใส เทป สไลด์เป็นต้น
       ๔.สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่สื่อ สื่อประเภท CAI CD-Rom E-Learning เป็นต้น
       ๕.สารเคมีและวัสดุสิ้นเปลือง
       ๖.อุปกรณ์ของจริง ได้แก่ ตัวอย่างสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างหิน แร่ และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
     สื่อและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับจัดสรรมาแก่โรงเรียนหรือสถานศึกษา ก็จัดตามกรอบของหลักสูตรที่กำหนด เมื่อหลักสูตรได้มีการเปลี่ยนแปลง เป็นหลักสูตรสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่ละสถานศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาสื่อของตนเองให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่ตนเองกำหนด จึงยากที่รัฐจะกำหนดวัสดุอุปกรณ์ที่จะจัดให้เหมือนกันทั้งประเทศ
        ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยครู บุคลากร หรือเครื่อข่ายที่จะพัฒนาสื่อใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสื่อแต่ละชนิดหรือแต่ละประเภทจำเป็นต้องทดสอบหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ
        ดังการทำการทดลองเรื่องการทดสอบแป้งในอาหาร ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ นักเรียนได้มีโอกาสเตรียมวัสดุและอุปกรณ์มาเอง คือ ๑.อาหารที่เขาจะพิสูจน์สมมุติฐาน ๒.ไอโอดีน   แต่ปัญหาอยู่ที่ ไอดอดีนในท้องตลาดไม่มีขาย ซึ่ง ไอโอดีนดังกล่าวจะอยู่ในรูปของยา ที่มีชื่อเรียกว่า ทิงเจอร์ไอดอดีน บ้างก็ ไบโอดีน ที่มีร้อยละของ ไอโอดีนเจือจางอยู่
       หากความจำเป็นต้องใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนจริง การนิยามผลของการพบแป้ง จะทำอย่างไร
      ครูจะต้องพัฒนา และดำเนินการควบคุมการทดลองอย่างไร เพื่อที่จะให้นักเรียนมี มโนมติที่ ทิงเจอร์ไอโอดีที่เจือปนอยุ่นั้นแสดงผลได้
      ปฏิบัติการนี้ได้ผ่านทดสอบมาแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ซึ่งยังให้นักเรียนได้ concept เดิมอยู่ คือ ไอโอดีนทดสอบอาหารจำพวกแป้งได้
       ภาพรวมกิจกรรม
           นักเรียนแต่ละกลุ่มเตรียมอาหารมาเพื่อทดสอบแป้ง โดยมีอาหารหลายชนิด ซึ่งในการทดลองนี้นักเรียนจำเป็นต้องทดลองควบคู่กับแป้งมัน หรือแป้งข้าวเจ้า ด้วย เพื่อนิยามสีของทิงเจอร์ไอโอดีน(จากสีน้ตาล กลายเป๋นสีคล้ำดำ พบแป้ง ถ้า ยังคงเป็นสีน้ำตาลอาจจะไม่พบแป้ง)

       แต่ละแผนการสอนของครูจำเป็นต้องกำหนดภาพรวมของกิจกรรมไว้ก่อนการดำเนินการสอน การจินตนาการก่อนการสอน จะทำให้เกิดการพัฒนาสื่อประกอบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สื่อการสอนเรื่องตัวนำและฉนวนไฟฟ้า

    สื่อการสอนเรื่องตัวนำและฉนวนไฟฟ้า


    สื่อการสอนเรื่องตัวนำและฉนวนไฟฟ้า ที่ประดิษฐิ์ในลักษณะของเล่น
    เรื่อง แมลงไฟฟ้า
    วิชา วิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่ยากแก่การเรียนรู้ จะต้องมีการลงมือปฏิบัติ ทดลอง เพื่อที่จะได้ทราบผลที่ถูกต้องและแม่นยำ วิธีการที่จะทำให้การเรียนรู้เป็นไปด้วยความสนุกสนานและลดความเครียดในการ เรียน นั้น ข้าพเจ้าจึงคิดวิธีการเรียนวิทยาศาสตร์ให้ง่ายขึ้นโดยนำเนื้อหาที่เรียนมา ประดิษฐ์เป็นรูปแบบจำลองของแมลง(หิ่งห้อย) ซึ่งมีลักษณะเป็นเครื่องมือใช้ทดสอบเรื่องตัวนำและฉนวนไฟฟ้า โดยทำในรูปแบบของของเล่น ซึ่งของเล่นเป็นสิ่งที่เด็ก โดยทั่วไปชื่นชอบ สนุกสนานเพลิดเพลิน ดูแล้วไม่เป็นการบังคับ เด็กจะทราบหลักการทางวิทยาศาสตร์จากของเล่น เกิดความสนุกสนาน และมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ต่อไป
    จุดประสงค์ในการประดิษฐิ์
    1. เพื่อสร้างเครื่องมือที่ใช้ทดสอบเรื่องตัวนำและฉนวนไฟฟ้าในรูปแบบของเล่น
    2. สามารถใช้วัสดุที่อยู่รอบตัวมาสร้างเป็นเครื่องมือทดสอบตัวนำและฉนวนไฟฟ้าได้
    3. เพื่อให้เกิดความสนุกสนานในการเรียน
    5. เพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์อุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์
    1. ขวดน้ำพลาสติกขนาดเล็ก
    2. ถ่านไฟฉาย ขนาดกลาง 1 ก้อน
    3. สายไฟ ปอกเปลือก ขนาดเล็ก 2 เส้น
    4. หลอดไฟขนาด 2.5 โวลล์
    5. เทปปิดสายไฟ
    6. มีดคัตเตอร์
    7. กระดาษสี
    8. ลวดเสียบกระดาษ
    9. กระดาษ ตกแต่งลำตัว และปีก
    10. เหรียญบาท
    11. ลวดทำขา
    วิธีการประดิษฐ์
    1. นำขวดพลาสติกมาวาดแบบเป็นแมลง
    2. ต่อหลอดไฟเข้ากับฐานหลอดให้แน่น
    3. นำสายไฟ สีแดง 1 เส้นและสีดำ 2 เส้น โดยปอกเปลือกตรงปลายของสายไฟทั้งสองข้าง
    4. นำสายไฟที่ปอกแล้วไปต่อกับจุกเสียบเพียง 1ด้าน (ทั้งสายไฟสีแดงและสายไฟสีดำ)
    5. นำจุกไฟเสียบเข้ากับจุกที่ฐานหลอดทั้งสีแดงและสีดำ
    6. นำส่วนปลายของสายไฟสีแดงติดตรงส่วนขั้วลบของถ่านไฟฉายให้แน่นด้วยกระดาษกาว
    7. นำส่วนปลายของสายไฟสีดำเส้นที่ 1 ติดตรงส่วนที่เป็นขั้วบวก (ปิดให้แน่นด้วยเทปกาว)เหลือ
    ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งไว้
    8. นำส่วนปลายสายไฟสีดำทั้ง 2 เส้นไปต่อกับปากคีบ
    9. นำอุปกรณ์ที่ต่อไว้ไปใส่ไว้ในขวด โดยนำฐานหลอดไฟฝังไว้ตรงกลางลำตัวของขวด ( ตัว
    แมลง)
    10. นำถ่านไฟฉายฝังไว้ในขวดปิดด้วยเทปให้แน่น
    11. ตกแต่งขวดให้เป็นตัวแมลง ใส่ขา ปีก
    แมลง ไฟฟ้า ที่สร้างขึ้นเมื่อนำส่วนปลายของหนวดมาสัมผัสกัน หลอดไฟก็จะสว่างขึ้น เพราะเกิดวงจรปิด ไฟฟ้าไหลครบวงจร และถ้านำอุปกรณ์เช่นเข็มกลัดมาต่อเข้าปากคีบทั้งสองข้างหลอดไฟก็จะสว่างขึ้น ถ้านำอุปกรณ์เช่นกระดาษมาต่อกับปากคีบทั้งสองข้างหลอดไฟฟ้าก็จะไม่สว่าง
    ดังรูป

    Mind and Brain Support Center

    Mind and Brain Support Center

    Picture
          มายด์แอนด์เบรนมีระบบคอยช่วยเหลือสาขาต่างๆกรณีมีปัญหาด้านเทคนิคแบบ real time ผ่านระบบ tele-conference ที่ทันสมัยทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเพื่อขอคำปรึกษาและเป็นการประหยัดค่า ใช้จ่ายสำหรับเจ้าของสาขา  กรุณากดรูปด้านซ้ายเพื่อดูรูปขยาย

    ความรู้ที่กำลังพัฒนา
    1. สถาบัน มายด์แอนด์เบรนเซ็นเตอร์กำลังติดตามงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ธรรมชาติการเรียงตัวของข้อมูลความจำในสมองของมนุษย์เพื่อนำความรู้มาพัฒนา หลักสูตรสำหรับเด็กๆต่อไป  

    2. หลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่ทางสถาบันกำลังศึกษาและวิจัยเพื่อนำความรู้ทางเทคโนโลยีใหม่ๆมาสอนเด็ก ดูภาพประกอบด้านล่าง
      2.1 โครงการสำรวจอวกาศกับดาวเทียม ได้สัมผัสกับภาพถ่ายนอกโลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและการทดลองด้านอวกาศ      การสำรวจโลกโดยใช้รังสีอินฟราเรด ต่อไปนี้งานดาวเทียมไม่จำกัดแต่เฉพาะหน่วยงานใหญ่เท่านั้น  
       2.2 งานสำรวจสภาพธรรมชาติใต้ท้องทะเลด้วยหุ่นยนต์ 
       2.3  การทำแผนที่ทางอากาศ แผนที่จะไม่เป็นเพียงภาพวาดอีกต่อไป  

    Picture
    Picture
    Picture
    Picture
    Picture

    หลักสูตรวิทยาศาสตร์ Mind Science

    Mozart Effect 

    Picture
       ดนตรี เพื่อช่วยจัดระเบียบคลื่นสมองให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่ปฏิบัติ ดนตรีมีส่วนช่วยในความเป็นอัจฉริยะของไอสไตน์ได้อย่างไรลองอ่านบทความตาม link --> http://www.cerebromente.org.br/n15/mente/musica.html 


    หลักสูตรวิทยาศาสตร์ Mind Science สอนควบคู่กับซอฟแวร์แอนนิเมชั่น

    ทำให้เด็กๆสนุกสนานกับการเรียน

    พบกับเนื้อหาทางวิทยา ศาสตร์มากมาย เช่น โลกและจักรวาล การเคลื่อนที่ แรง แสง ไฟฟ้า แม่เหล็ก เสียง ความร้อนและอุณหภูมิ ..... (หนังสือเรียนเป็นภาษาไทย)
    Picture
    Picture


    Picture
    Picture


    Picture
    หลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษในชุด "สอนน้องเรียน Eng"                                 (ใช้เมาส์กดรูปด้านซ้ายดูรูปขยาย)
        เนื้อหาการสอนที่แตกต่างจากที่อื่นๆ พบกับการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น augmented reality และวิธีการเรียนรูปแบบใหม่ที่จะทำให้เด็กสนุกสนานไปกับการเรียนวิชาภาษา อังกฤษ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ดูรูปประกอบด้านล่าง)

    1. สื่อการเรียน 3d สเตอริโอสโคปิก ผ่านแว่นตา 3 มิติ (มายด์แอนด์ เบรนเซ็นเตอร์มีองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี 3 มิติเป็นของตัวเอง ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วนคำค้น "3d stereoscopic" ทาง internet)

    2. การสอนโดยใช้หุ่นมือ  ให้เด็กๆนำบทสนทนา (conversation) ที่เรียนสร้างบทละครสั้นผ่านโรงละครหุ่มมือ

    3การสร้างคำศัพท์ภาษาอังกฤษ (vocabulary) ให้มีชีวิตชีวาเคลื่อนไหวได้ มากกว่าการเรียนเพียงแค่รูปในหนังสือ

    4, 5, 6 การใช้โปรแกรมแอนนิเมชั่นเสริมเนื้อหา เรียนผ่านการ์ตูนโดยสร้างเรื่องราวให้สอนคล้องกับบทเรียน


    7. ฝึกให้เด็กสร้าง pop up book (สมุดที่องค์ประกอบของภาพลอยอยู่เหนือผิวกระดาษ)  ด้วยตัวเอง

    8.การเรียนภาษาอังกฤษผ่านเกมส์และเพลงต่างๆมากมาย

    หมายเหตุ : บางส่วนอยู่ระหว่างการพัฒนา

    รูปประกอบสื่อการสอนภาษาอังกฤษ ใช้เมาส์กดรูปเพื่อขยาย                                     หมายเลขกำกับรูปจะตรงกับคำบรรยาย 8 ข้อข้างต้น

    Picture
    1

    Picture
    2

    Picture
    3

    Picture
    4

    Picture

    5
    กดที่รูปเพื่อขยาย


    Picture
    7

    Picture

    6
    กดที่รูปเพื่อขยาย 

    Picture
    8

    เทคนิคการแก้โจทย์ปัญหาด้วยรูปเรขาคณิต


    ร่างกายมหัศจรรย์ สำหรับเด็กและเยาวชน



    ชื่อของสื่อ (ภาษาไทย):  สารานุกรมดีเด่น สนุกกับโลกวิทยาศาสตร์ ตอน ร่างกายมหัศจรรย์ สำหรับเด็กและเยาวชน
    ชื่อของสื่อ (ภาษาอังกฤษ):  WORLD SCIINENCE ENCYCLOPEDIA

    รายละเอียดเบื้องต้น

                สนุกกับโลกวิทยาศาสตร์ ตอน ร่างกายมหัศจรรย์ เป็นสื่อสารานุกรมดีเด่น สำหรับเด็กและเยาวชน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นการเรียนรู้ลักษณะของร่างกายมนุษย์ โดยมีรายละเอียดส่วนประกอบของร่างกายต่างๆ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบการไหลเวียนของโลหิต ฯ ภายในสื่อการสอนมีเกมส์เสริมทักษะความรู้เกี่ยวกับระบบของร่างกาย 4 เกมส์ 
                1. เกมส์อวัยวะส่วนไหน จะให้ผู้เล่นตอบคำถาม โดยฟังเสียงที่เป็นคำใบ้ของเด็กๆ แต่ละคน
                2. เกมส์มองเอาไว้ให้ติดตา จะให้ผู้เล่นจดจำรูปภาพแล้วให้ตอบคำถาม เป็นการทดสอบความจำ
                3. เกมส์เสียงอะไรนะ จะให้ผู้เล่นฟังเสียงแล้วให้ตอบคำถามว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงจากรูปภาพอะไร
                4. เกมส์ประลองไอคิว จะมีคำถาม แล้วให้ผู้เล่นเลือกคำตอบจากช้อยส์ที่ปรากฏ
               เหมาะสำหรับระดับเด็กและเยาวชน ผลิตโดย บริษัท ซัคเซส มีเดีย จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ช่วยให้การสอนน่าสนใจมากยิ่งขึ้นหากสนใจหรือต้องการทราบรายละเอียดสามารถ ติดต่อได้ที่ศูนย์สื่อกลุ่มนิเทศฯ

    จำนวนสื่อทั้งหมด:  1 ชิ้น    จำนวนที่ยืมได้:  1 ชิ้น


    การเข้าสู่สื่อบทเรียน
                การเข้าสู่สื่อบทเรียน เลือกไดร์ฟ CD-ROM แล้วดับเบิ้ลไอคอน SCIENCE
    รายละเอียดเบื้องต้น
                สนุกกับโลกวิทยาศาสตร์ ตอน ร่างกายมหัศจรรย์ เป็นสื่อสารานุกรมดีเด่น สำหรับเด็กและเยาวชน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นการเรียนรู้ลักษณะของร่างกายมนุษย์ โดยมีรายละเอียดส่วนประกอบของร่างกายต่างๆ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบการไหลเวียนของโลหิต ฯ ภายในสื่อการสอนมีเกมส์เสริมทักษะความรู้เกี่ยวกับระบบของร่างกาย 4 เกมส์ 
               1. เกมส์อวัยวะส่วนไหน จะให้ผู้เล่นตอบคำถาม โดยฟังเสียงที่เป็นคำใบ้ของเด็กๆ แต่ละคน
               2. เกมส์มองเอาไว้ให้ติดตา จะให้ผู้เล่นจดจำรูปภาพแล้วให้ตอบคำถาม เป็นการทดสอบความจำ
               3. เกมส์เสียงอะไรนะ จะให้ผู้เล่นฟังเสียงแล้วให้ตอบคำถามว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงจากรูปภาพอะไร
               4. เกมส์ประลองไอคิว จะมีคำถาม แล้วให้ผู้เล่นเลือกคำตอบจากช้อยส์ที่ปรากฏ
               เหมาะสำหรับระดับเด็กและเยาวชน ผลิตโดย บริษัท ซัคเซส มีเดีย จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ช่วยให้การสอนน่าสนใจมากยิ่งขึ้นหากสนใจหรือต้องการทราบรายละเอียดสามารถ ติดต่อได้ที่ศูนย์สื่อกลุ่มนิเทศฯ